ออกแบบแพคเกจ

งานออกแบบแพคเกจ (Package)

ปัจจุบัน การค้าในตลาดออนไลน์มีขอบเขตที่กว้างมากขึ้นมาก แทบทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ที่เข้าอินเตอร์เน็ตได้ มักจะเคยช้อปสินค้าจากตลาดออนไลน์กัน ทั้งที่เป็นสินค้าทั่วไป หรือสินค้าเฉพาะอย่าง มีเวปช้อปปิ้งเกิดขึ้นมากมาย ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ค้ากับผู้ซื้อ รวมทั้งช่องทางอื่นๆ ไว้สำหรับเป็นสื่อกลางให้ระหว่างผู้ค้ากับผู้ซื้อโดยตรง เช่นเฟสบุค, ไลน์, ทวิตเตอร์, ยูทูป หรือเวปสินค้าโดยตรง

ความแตกต่างจากเดิม คือ สินค้าหลายขนิด ผู้ซื้ออาจไม่เคยได้เห็นสินค้าตัวจริง นอกจากภาพโฆษณาตามสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การมีหน้าร้านขาย สินค้าบางอย่างก็ไม่อาจเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสหรือเห็นสินค้าโดยตรง สิ่งสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ลูกค้าสนใจ หรือรับรู้รายละเอียด, จุดขาย, ข้อดีข้อเสียของสินค้าได้ คือแพคเกจสินค้าและฉลากสินค้า

 🤩 รับออกแบบแพคเกจ ประสบการณ์การออกแบบแพจเกจ กว่า 25 ปี 🤩 

ผลงาน ออกแบบแพคเกจ

ออกแบบโลโก้

ตัวอย่างผลงานออกแบบแพคเกจ

ออกแบบแพคเกจถุง

ออกแบบแพคเกจกล่อง

ออกแบบแพคเกจกล่องหิ้ว

ออกแบบแพคเกจกล่องใส่ผลิตภัณฑ์

ออกแบบแพคเกจ

ออกแบบแพคเกจ

แพคเกจสินค้าและฉลากสินค้า มีผู้ทำนายไว้ว่า น่าจะเป็นสิ่งพิมพ์รูปแบบสุดท้ายที่จะยังไม่มีวันตาย เพราะไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนๆ สินค้าใดๆ ก็ยังจะต้องบรรจุแพคเกจสินค้าขายอยู่ดี และฉลากสินค้าหรือแพคเกจสินค้าที่ดีนั้น ก็จะยิ่งทำให้สินค้าดูดีมีราคาขึ้นได้อีกด้วย ถ้านึกเทียบภาพดูง่ายๆ ว่า สินค้าคือน้ำหอมคุณภาพดีๆ ที่ผู้ค้าเจ้าหนึ่ง นำมาเทใส่ถูกพลาสติกรัดหนังยาง ต้นทุนแพคเกจราคาไม่ถึง 1 บาท กับอีกเจ้า ใส่ขวดเจียรไนสวยหรูราคาหลายร้อย และบรรจุในกล่องพิมพ์เทคนิคสวยงาม ราคาทุนกล่องละ 50 บาท รวมเป็นราคาแพคเกจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำหอมเลยก็ปาเข้าไปหลายร้อยบาทแล้ว ถ้าต้นทุนน้ำหอมราคา 500 บาท เจ้าแรก ขายได้ในราคา 600 บาทก็ได้กำไรแล้ว แต่อีกเจ้า ต้องขายในราคาหลักพัน หรือหลายพันบาท เมื่อต้องคำนวณกำไรจากยอดผลิตแพคเกจสินค้าเข้าไปด้วย คุณว่า น้ำหอมถุงพลาสติกรัดหนังยางราคา 600 บาท กับน้ำหอมในแพคเกจสวยหรู ราคา 2,000 บาท อันไหนจะขายดีกว่ากัน

นั่นคือสิ่งที่ผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้าจะต้องรู้และเข้าใจ ต่อการสร้างมูลค่าของสินค้า และการสร้างคุณค่าให้กับสินค้า ยิ่งคุณออกแบบแพคเกจสินค้าได้ดี ออกแบบฉลากสินค้าได้สวยงาม หรูหรา มูลค่าของสินค้าก็จะยิ่งสูงขึ้น หรือถ้าคุณออกแบบแพคเกจสินค้าหรือออกแบบฉลากสินค้าได้เหมาะสมกับสินค้า สอดรับกับความหมายของสินค้า แพคเกจสินค้าและฉลากสินค้านั้น ก็จะสร้างคุณค่าให้กับสินค้านั้นในระดับที่สินค้าควรจะเป็น

แพคเกจสินค้าและฉลากสินค้าดีๆ จึงเป็นความจำเป็นต่อสินค้าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณงามความดีของตัวสินค้าเอง และคุณไม่ควรมองข้ามความจำเป็นในข้อนี้ไป โดยต้องคิดว่า มันคือต้นทุนสำหรับสินค้าในรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคุณภาพของสินค้าเอง ที่เจ้าของสินค้าต้องเอาใจใส่ และให้ความสำคัญ

ปรึกษาฟรี 24 ชั่วโมง แอดไลน์ มีส่วนลด 

ออกแบบโลโก้
ออกแบบโลโก้

ขั้นตอนการทำงานออกแบบสิ่งพิมพ์

1.แจ้งความต้องการ
1.1. ต้องการทำงานประเภทไหน (โบรชัวร์, ฉลากสินค้า, แคตตาล็อค ฯลฯ)
1.2. ลักษณะที่ต้องการ (ขนาด, รูปแบบ, สีสัน หรือความต้องการอื่นๆ)
1.3. ออกแบบอย่างเดียวหรือพิมพ์ด้วย (ราคาออกแบบแยกกันกับราคางานพิมพ์)
1.4. จำนวนงานพิมพ์ที่ต้องการ (หากมีงานพิมพ์)

2.โค้ทราคา
2.1. ส่งใบเสนอราคางานออกแบบ
2.2. ส่งใบเสนอราคางานพิมพ์
2.3. ตกลงราคา

3.จัดทำงานออกแบบ
3.1. นำเสนอแบบครั้งละไม่เกิน 2 แบบ
3.2. ลูกค้าส่งข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนเมื่อลูกค้าพอใจรูปแบบที่นำเสนอในเบื้องต้นแล้ว ลูกค้าโอนเงินค่าออกแบบ 50% ของราคาที่ตกลงกันและสามารถแก้ไขรายละเอียดได้ไม่เกิน 3 ครั้ง

4.รับ Artwork
4.1. เมื่องานแล้วเสร็จ ลูกค้าโอนเงินค่าออกแบบที่ 50% ที่เหลือ จึงจะจัดส่ง Artwork ให้ หรือส่งต่องานพิมพ์ต่อไป
4.2. ลูกค้าสามารถเลือกรับไฟล์งานหรือไม่รับก็ได้ (ในกรณีที่ต้องการพิมพ์งาน ค่า Artwork จะไม่เท่ากัน)

5.ส่งต่องานพิมพ์
5.1. ก่อนขั้นตอนพรูฟงานลูกค้าโอนเงินค่าพิมพ์งาน 60%
5.2. เมื่องานพิมพ์แล้วเสร็จ ลูกค้าโอนเงินส่วนที่เหลือ 40% (กรณีเป็นลูกค้าใหม่ 1-3 ครั้งแรก หลังจากนั้นเครดิตแล้วแต่การตกลง)

6.ส่งงาน
6.1. ขั้นตอนสุดท้ายของทั้งงานออกแบบและงานพิมพ์ บริษัทฯ จะจัดส่งงานให้ลูกค้าโดยไม่คิดค่าส่ง (เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ)

จุดเด่นพิมพ์สติ๊กเกอร์

เทคนิคการออกแบบแพคเกจจิ้ง (Packaging)

1. ง่าย
การออกแบบแพคเกจ ต้องเข้าใจพื้นฐานของการใช้งานเสียก่อน หากสินค้าผลิตจำนวนมาก ต้องคำนึงถึงการจัดวางบรรจุในหีบห่อ เพราะสินค้าต้องผ่านการขนส่ง ซึ่งอาจต้องรวมใส่ลังขนาดใหญ่ การวางที่ต้องประหยัดเนื้อที่, การรับน้ำหนัก และการป้องกันความเสียหายจากการวางซ้อน, หรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดวาง มาจนถึงการออกแบบการเปิด-ปิด หรือการพับเก็บ (Mechanic) ให้ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบรรจุสำหรับนำส่งหรือวางขายบนชั้นวาง การออกแบบแพคเกจบางรูปแบบ ขึ้นรูปกล่องมาแบบเรียบร้อยไม่ต้องเสียเวลามาประกอบใหม่ และยังสามารถพับให้ใช้พื้นที่การเก็บได้สะดวกอีกด้วย นั่นก็เป็นข้อสำคัญที่นักออกแบบต้องเข้าใจเสียก่อน แต่บางลักษณะสินค้า กล่องไม่มีความจำเป็นต้องวางทับซ้อนกันมาก อาจคำนึงถึงความสวยงามแต่อย่างเดียวก็มี

2. มีรูปแบบและสีสันที่โดดเด่น
เมื่อเข้าใจเหตุผลของข้อ 1. แล้ว บางครั้ง การออกแบบที่ง่ายอย่างเดียว ก็อาจไม่ตอบโจทย์ได้มาก สินค้าบางชนิด อาจต้องการรูปแบบแพคเกจที่ดูโดดเด่น สะดุดตา สีสันสวยงาม มี Mechanic ที่น่าสนใจ ทำอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ตอบโจทย์ได้ทั้งข้อ 1. และข้อ 2. ได้ ซึ่งตรงนี้ เราอาจต้องมาดูกันที่เทคนิคการพิมพ์ รวมทั้งเทคนิคของการพับต่างๆ ไปจนถึงวัสดุ เช่น การเลือกชนิดของกระดาษที่นำมาทำแพคเกจ, การเลือกสีพิเศษ (สีผสมเสร็จ, สีโลหะ, สีพิเศษอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการพิมพ์แบบออฟเซ็ต), การเคลือบ (มัน, ด้าน, Spot UV)

3. การนำเสนอ (Present)
การนำเสนอหรือ Present มีด้วยกัน 2 ส่วน ที่จะทำให้แพคเกจของสินค้ามีส่วนช่วยในการขายสินค้าได้ คือ

3.1 การนำเสนออารมณ์, ความรู้สึก, ความน่าประทับใจ, ความรู้สึกดีหรือภาคภูมิใจที่ได้ถือ สิ่งเหล่านี้ คือหน้าที่ของนักออกแบบ ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจในสินค้าเสียก่อน จึงจะนำมาประมวลผลออกมาเป็นภาพกราฟิกที่สวยงาม และสื่อความหมายของสินค้าได้ดี

3.2 การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสินค้า หรือข้อมูลที่ต้องระบุตามกฏหมาย ตามความจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าบางประเภท ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานบางหน่วยงาน เช่น อ.ย. อย่างสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ หรืออาหารเสริม หรือยา จำเป็นต้องมีองค์ประกอบของข้อมูลที่ครบถ้วนเสมอ

4. การสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า
การออกแบบที่ดี จะช่วยให้สินค้าโดดเด่น เมื่อถูกวางรวมกันบนแผงสินค้าร่วมกับสินค้าชิ้นอื่นๆ หากเมื่อแลดูโดดเด่นแล้ว ยังควรจะต้องเพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปให้กับสินค้าอีกด้วย เช่น การเลือกสีหลักของแพคเกจ, การเลือกรูปแบบการพับของแพคเกจ, การสร้างสไตล์ของแพคเกจ และองค์ประกอบอื่นๆ ของแพคเกจ เพื่อความเป็นเฉพาะตัวของแพคเกจ ไล่รวมไปถึงสินค้านั้นได้ จนสามารถทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้ แม้จะวางร่วมกันกับสินค้าอื่นๆ

ความจริง เมื่อเราพูดถึงการออกแบบแพคเกจจิ้ง (Packaging) เราอาจเหมารวม 3 สิ่งนี้ไว้ด้วยกันก็ได้ เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการออกแบบ มันจะต้องไปด้วยกันได้ หรือสอดคล้องกัน

1. ตัวสินค้าเอง (หากสินค้าไม่จำเป็นต้องถูกบรรจุในภาชนะใดๆ) หรือตัวบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่สินค้าจริงๆ เช่น ขวด (บรรจุของเหลว), กระปุก (บรรจุครีม) ตลับ (บรรจุแป้ง) ที่หากต้องมีบรรจุภัณฑ์นั้นขึ้นมา อาจมีรูปแบบเฉพาะตั้งแต่การขึ้นรูปภาชนะนั้น ไม่ว่าจะสร้างโมลด์ (Mold) ขึ้นรูปใหม่ หรือใช้ภาชนะสำเร็จรูปที่มีผลิตขายอยู่แล้วก็ตาม

2. ฉลากสินค้า ที่มีหลักการการออกแบบคล้ายกับข้อ 3. จากเทคนิคการออกแบบแพคเกจจิ้ง (Packaging) คือ การสร้างสีสัน ลวดลาย รูปแบบให้สวยงาม น่าประทับใจ น่าซื้อใช้ รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เช่น ข้อมูลวันหมดอายุ, วันผลิตสินค้า, ภาพสินค้า, ภาพกราฟิก, รายละเอียดข้อมูลส่วนประกอบ, ข้อมูลผู้จัดจำหน่าย, น้ำหนักบรรจุ และข้อบังคับต่างๆ ตามลักษณะของสินค้า

3. ตัวบรรจุภัณฑ์ภายนอก (Package) ซึ่งมีทั้งแพคเกจเฉพาะตัวสินค้าเอง ไปจนถึงแพคเกจใหญ่ อย่างลังใส่สินค้ารวมเมื่อต้องจัดส่ง ซึ่งการออกแบบมักเน้นการออกแบบที่เป็นรูปแบบหรือลวดลายเดียวกันกับฉลากสินค้า หรือสอดคล้องกันไป ถ้าฉลากสินค้าให้ข้อมูลจำเป็นครบถ้วนแล้ว แพคเกจอาจลดเหลือเท่าที่จำเป็นก็ได้

สิ่งสำคัญที่ลูกค้าจะต้องมีให้ เมื่อต้องการให้เราออกแบบแพคเกจสินค้าหรือฉลากสินค้า

1. ข้อมูลของสินค้า สินค้าคือสินค้าอะไร, กลุ่มเป้าหมายของสินค้า, ความต้องการตำแหน่งของสินค้า ไปจนถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นของสินค้านั้นๆ เช่น โลโก้สินค้า, สีที่ใช้กับแบรนด์สินค้า (ในกรณีที่มีการกำหนดไว้แล้ว หรืออาจต้องการให้ออกแบบใหม่ก็ได้), Font รวมทั้งข้อบังคับต่างๆ ของแบรนด์สินค้า (Corporate Identity)

2. ข้อมูลตามความควรจะมี และข้อมูลที่จำเป็น (ทางกฏหมาย) ของสินค้า เช่น ข้อมูลวันหมดอายุ, วันผลิตสินค้า, ภาพสินค้า, ภาพกราฟิก, รายละเอียดข้อมูลส่วนประกอบ, ข้อมูลผู้จัดจำหน่าย, น้ำหนักบรรจุ และข้อบังคับต่างๆ ตามลักษณะของสินค้า

3. งบประมาณที่ต้องการใช้กับการสร้างแพคเกจสินค้า สิ่งนี้ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ Mechanic ต่างๆ ที่จะนำเสนอสินค้าให้แปลก แตกต่าง มักต้องใช้งบประมาณสูง การบอกงบประมาณก่อน จะทำให้นักออกแบบสามารถกำหนดเงื่อนไขในการออกแบบได้ง่ายและไม่เสียเวลานานไปกับการออกแบบที่ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าได้ เช่น หากให้งบประมาณสูง อาจออกแบบได้ทั้งหน้าตา ลวดลาย สีสัน ไปจนถึง Mechanic ต่างๆ ที่ส่งเสริมกัน หรือหากงบประมาณไม่สูงนัก อาจเลือก Mechanic แบบธรรมดา และหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบสีสันหรือหน้าตาให้สวยดูดีแทนก็ได้เช่นกัน

ทุกองค์ประกอบที่พูดมาข้างบน อาจเป็นสิ่งที่เริ่มทำให้คุณหนักใจ เมื่อต้องการให้สินค้าของคุณมีแพคเกจดีๆ หรือฉลากสินค้าสวยๆ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่คุณอาจไม่แน่ใจนัก เราช่วยคุณได้

เรามีประสบการณ์ในการออกแบบและผลิตฉลากสินค้าและแพคเกจสินค้ามาไม่น้อยหน้าใคร แพคเกจสินค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Mechanic แปลกตา หรือ Mechanic ราคาประหยัด เราก็สามารถออกแบบและผลิตให้คุณได้ หรือหากเป็นฉลากสินค้า เราเป็นผู้ผลิตสติกเกอร์ฉลากสินค้าที่มีเครื่องพิมพ์และไดคัทที่ดีที่สุดไว้รองรับความต้องการของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผลิตไม่มาก หรือต้องการเป็นแสน เป็นล้านชิ้น เราก็รองรับความต้องการได้ กับฝ่ายออกแบบที่มีประสบการณ์ในสายงานสิ่งพิมพ์มายาวนานร่วม 20 ปี ที่สามารถเข้าใจข้อแม้และเงื่อนไขของการออกแบบแพคเกจสินค้าได้ดี รวมทั้งเข้าใจหลักการออกแบบแพคเกจสินค้าในรูปแบบลูกเล่นต่างๆ ได้ดีตามความต้องการของคุณได้

#ออกแบบแพคเกจด่วน #อกแบบบรรจุภัณฑ์ด่วน #ออกแบบกล่องด่วน

ทำไมต้องออกแบบแพคเกจ กับเรา

ออกแบบโลโก้

ตัวอย่างแบรนด์ชั้นนำที่ใช้บริการกับเรา

ออกแบบแพคเกจ

ขั้นตอนและวิธีการของการออกแบบโลโก้ (Logo)

1. โลโก้ (Logo) ควรง่ายต่อการจดจำ

นึกภาพการปรากฏของโลโก้ (Logo) ข้างสนามฟุตบอล หรือริมถนนที่รถวิ่งผ่าน การมองโลโก้ (Logo) ในหลายโอกาสที่ผู้มอง ไม่สามารถใช้เวลาได้นาน หรือเพียงแค่ผ่านตาขณะรถวิ่ง เพราะฉะนั้น โลโก้ (Logo) จึงควรง่ายต่อการจดจำ (แม้ว่า รูปแบบที่ง่ายๆ รายละเอียดไม่เยอะ จะจำง่ายกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รูปทรงบางอย่างที่มีรายละเอียดเยอะๆ จะไม่เป็นที่จดจำ ถ้าสามารถออกแบบได้ดีพอ) ซึ่งคำว่า ง่ายต่อการจดจำนั้น มีหลากหลายวิธี แล้วแต่องค์ประกอบและเหตุผล ที่จะมีในแต่ละแบรนด์หรือสินค้า ซึ่งอาจแตกต่างกันไป

2. โลโก้ (Logo) ควรมีสีที่เหมาะสม

เพราะสีแต่ละสี มีความหมายและบ่งบอกอารมณ์แตกต่างกันไป การเลือกสีที่เหมาะสมกับสินค้าหรือแบรนด์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสีจะสามารถสร้างความรู้สึกต่อโลโก้นั้นได้ สนับสนุนความหมายของโลโก้ (Logo) นั้นได้ ธุรกิจหลายอย่าง มีลักษณะของงาน แนวคิดของแบรนด์ หรือบุคคลิกที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ สีจะสามารถบ่งบอกและกำหนดบุคคลิกของโลโก้ (Logo) ได้ ดังนั้น ก่อนออกแบบหรือสื่อความต้องการไปยังนักออกแบบ (หากต้องการระบุสีที่ต้องการ) ผู้ที่คิดสีนั้น (นักออกแบบหรือเจ้าของแบรนด์) จึงควรเรียนรู้ทฤษฎีสีและความหมายของสีได้ในระดับหนึ่ง จึงจะสามารถออกแบบได้ตรงความสมควรได้

3. การเลือกใช้ตัวอักษรบนโลโก้ (Logo)

การเลือกใช้ตัวอักษรบนโลโก้ (Logo) นั้น ประกอบด้วย 3 ที่มา ดังนี้

3.1 “คำ” ซึ่งอาจเป็นชื่อสินค้าหรือชื่อแบรนด์สินค้า, ชื่อบริษัท หรือตัวย่อ ที่จะสามารถสื่อสารให้เข้าใจความต้องการได้

3.2 “Font” ที่ใช้ อาจเป็น Font สำเร็จที่มีอยู่แล้ว หรือการสร้าง Font เฉพาะขึ้นมาใหม่ เพื่อให้หน้าตาหรือรูปแบบตรงกับความต้องการ ในหลายๆ แบรนด์ชั้นนำ มักสร้าง Font ขึ้นมาใหม่ เพื่อความเป็นเฉพาะตัว และแตกต่างไปจากแบรนด์สินค้าอื่นๆ

3.3 “การจัดวาง” ที่ต้องใช้การจัดองค์ประกอบเพื่อให้เข้ากับภาพของโลโก้ (Logo) โดยรวม หรือการอ่านง่าย และจำง่าย รวมทั้ง อาจมีเส้น หรือลวดลายกราฟิกอื่นๆ ประกอบเข้าไปด้วย เพื่อความเป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ หลายทฤษฎีมักบอกว่า ไม่ควรใช้ตัวอักษรมากเกิน 10-20 ตัวอักษร แต่หากจะพิจารณาการอ่านที่ง่ายและเหมาะสม การเลือกใช้ตัวอักษร ไม่ควรมีเกิน 4-8 ตัวอักษร เพื่อการสะกดคำที่รวดเร็ว ทั้งนี้ ไม่รวมชื่อแบรนด์หรือรายละเอียดบางอย่างที่อาจใส่ประกอบเข้าไปด้านล่าง ซึางอาจเป็นชื่อบริษัทที่ยาวเกินกว่านั้น แต่ไม่สำคัญเท่าโลโก้ (Logo) ส่วนที่อยู่ด้านบนที่สำคัญกว่า

4. การออกแบบโลโก้ (Logo) พร้อมฉากหลัง

บ่อยครั้งที่โลโก้ (Logo) มักถูกวางบนฉากหลังหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย หรือสีพื้นต่างๆ กันไป แต่หลักการออกแบบเบื้องต้น ควรเลือกการออกแบบบนฉากหลังสีขาวไว้ก่อน โดยอาจมีการกลับค่าสีเผื่อไว้ ยามที่ต้องวางบนรูปภาพหรือพื้นสี เช่น ภาพโลโก้ (Logo) ด้านบนเป็นลวดลายโลโก้ (Logo) และมีข้อความอยู่ด้านล่าง (สมมุติว่าเป็นสีดำ, เขียว, หรือแดง) เมื่อนำไปวางบนนามบัตร กระดาษจดหมาย ซึ่งเป็นพื้นขาว ก็สามารถมองเห็นได้เด่นขัด แต่เมื่อต้องการวางบนพื้นสีเข้ม อาจเปลี่ยนเฉพาะตัวอักษรด้านล่างให้เป็นสีขาวแทนก็ได้ (ไม่นิยมเปลี่ยนเป็นสีอื่น นอกจากขาวและดำ เพราะอาจทำให้ผิดเพี้ยนไปจากความหมายของสีได้) หรือบางกรณี อาจใส่กรอบพื้นสีต่างๆ รองหลังไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อการนำไปวางกับพื้นหลังอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสีของโลโก้ (Logo) เลย

5. ใช้ฉากหลังเข้าช่วย

เมื่อการออกแบบโลโก้ (Logo) เริ่มต้นโดยการออกแบบบนพื้นขาว การนำฉากหลังสีขาว (หรืออาจเปลี่ยนเป็นฉากหลังสีอื่น) เข้ามาประกอบเข้ากับโลโก้ (Logo) ก็เป็นเรื่องน่าสนุกและน่าสนใจต่อสายตา

คำในภาษางานออกแบบคำหนึ่ง มีการเรียกการออกแบบเว้นพื้นที่ขาว หรือตัวอักษรขาวว่า “เจาะขาว” ซึ่งหมายความว่า เป็นการออกแบบที่ตัดพื้นที่สีขาวนั้นทิ้งไป หรือไม่ให้ความสำคัญ แต่พื้นที่ขาวว่างนั้น กลับสามารถสร้างความโดดเด่นออกมาจากฉากหลังได้ ถ้ามองในมุมกลับกัน ฉากหลังพื้นขาวนั้น ก็สามารถย้อนกลับมาสร้างความโดดเด่นให้กับลวดลาย สีสันที่มีอยู่ของโลโก้ (Logo) ได้ นักออกแบบ จึงเลือกใช้เทคนิคการเจาะขาวนั้น มาสร้างเป็นลวดลายหรือ Effect ที่โดดเด่นขึ้นมามากกว่าพื้นสีที่ใช้ ซึ่งจะให้ผลย้อนกลับที่โดดเดนขึ้นมาจากสีของโลโก้ (Logo) ได้ด้วย

6. ตัดทอนลูกเล่นที่ไม่จำเป็นของโลโก้ (Logo) ออกไป

โลโก้ (Logo) ที่ดี พื้นฐานคือความเรียบง่ายและมีองค์ประกอบน้อย จะสามารถอยู่ได้นานกว่าโลโก้ (Logo) ที่ออกแบบพร้อมเทคนิคหรือ Effect ต่างๆ เพราะอาจทำให้โลโก้ (Logo) ขาดความหนักแน่น และอาจล้าสมัยได้เร็วเกินไป และดูน่าเบื่อ เมื่อเห็นบ่อยครั้ง

7. ไม่ควรใช้สีเกินความจำเป็น

เมื่อโลโก้ (Logo) เป็นงานสิ่งพิมพ์ เริ่มตั้งแต่ใช้บนนามบัตร, กระดาษจดหมาย, ซองจดหมาย สิ่งพิมพ์เหล่านี้ มักใช้การพิมพ์ที่น้อยกว่าการพิมพ์ 4 สี โดยเงื่อนไขราคา การพิมพ์ 4 สี ต้องใช้เพลท 4 เพลท (แม่พิมพ์) หากลดการใช้เพลทลงไปเป็น 3 เพลท หรือ 2 เพลท หรือ 1 เพลทสี ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนสิ่งพิมพ์เหล่านั้นถูกลง โดยทั่วไป มักทำกัน ที่ 2 สี หรือมากสุดไม่เกิน 3 สี

เทคนิคงานพิมพ์แบบออฟเซ็ท 4 สี หมายความว่า เครื่องพิมพ์ จะพิมพ์จุดสีเล็กๆ ลงไปบนกระดาษ ด้วยสีเพียง 4 สี คือ ฟ้า, แดง, เหลือง, ดำ และใช้ความถี่ ห่าง ของจุดสีผสมกันบนกระดาษ (ผสมผ่านการมองด้วยตาเปล่า) จนเกิดเป็นสีต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าเรามองด้วยกล้องขยาย เราอาจจะยังเห็นจุดสี ฟ้า, แดง, เหลือง, ดำ วางเรียงตัวกันอยู่บนกระดาษ แต่เมื่อถอยหลังออกมาดู จุดสีเหล่านั้นจะผสมกันในสายตาเราจนเกิดเป็นสีอื่นได้ตามต้องการ

แต่เมื่อมีการพิมพ์งานสีเดียวหรือ 2 สี ลงบนกระดาษ เช่น การพิมพ์กระดาษหัวจดหมายตามสีโลโก้ (Logo) (ชื่อบริษัท, ที่อยู่, เบอร์โทรฯ ที่จะพิมพ์ร่วมกันบนชิ้นงานนั้น มักเลือกสีเข้มของโลโก้ (Logo) มาพิมพ์ เพื่อประหยัดค่าเพลทสี เช่นโลโก้ (Logo) เป็นสีแดงและน้ำเงิน 2 สี ตัวอักษรอาจถูกพิมพ์ด้วยสีน้ำเงิน) จะให้ผลของสีที่อยู่บนกระดาษแตกต่างกันเล็กน้อย หากเราส่องกล้องดูสีเขียวบนงานพิมพ์ 4 สี เราจะเห็นว่า สีเขียวนั้น ประกอบเข้าด้วยกันระหว่างจุดสีฟ้าและเหลือง ขณะที่หากเป็นการพิมพ์งาน 2 สี สีเขียวที่ใช้พิมพ์ (สมมุติว่าเป็นสีของโลโก้ (Logo)) จะเป็นเม็ดสีเม็ดเดียว คือเม็ดสีเขียวนั้นเลย โดยการผสมเนื้อหมึกพิมพ์ออกมาเป็นสีเขียวไว้แล้วก่อนพิมพ์ ซึ่งจะสวยงาม เนียนเรียบกว่าการผสมระหว่างจุดสีฟ้าและสีเหลืองอยู่ไม่น้อย

8. เมื่อมองโลโก้ (Logo) นั้นเป็นภาพขาวดำ

เมื่อองค์กรหรือหน่วยงานธุรกิจมีโลโก้ (Logo) โดยปกติ การนำโลโก้ (Logo) ไปใช้ มักเป็นการใช้โลโก้ (Logo) ตามสีที่ออกแบบมา แต่บางครั้ง โลโก้ (Logo) อาจถูกนำไปใช้เป็นงานพิมพ์ขาวดำ หรืองานพิมพ์สีเดียว เช่นในใบเสร็จรับเงิน ดังนั้น การเลือกสีและน้ำหนักสีของโลโก้ (Logo) จำเป็นต้องมองให้เป็นภาพขาวดำได้ เช่น สมมุติว่าเราออกแบบโลโก้ (Logo) ให้เป็นภาพวงกลม ครึ่งนึงเป็นสีเขียว อีกครึ่งเป็นสีแดง เมื่อเห็นภาพเป็นสี เราจะแยกสีออกว่า ฝั่งนึงเป็นเขียว และอีกฝั่งเป็นแดง แต่หากโลโก้ (Logo) นั้นถูกมองเป็นขาวดำ บางที สีเขียวและสีแดง เป็นสีน้ำหนักเดียวกัน คือสีเทากลางๆ ภาพขาวดำจึงกลายเป็นวงกลมทั้งก้อนเป็นสีเทาเพียงสีเดียวก็ได้ การเลือกใช้สี นอกจากจะคำนึงถึงสีที่แตกต่างกันแล้วนั้น ต้องดูน้ำหนักของสีนั้นเพิ่มเติมไปด้วย

9. การสื่อสารที่ดี ตอบโจทย์ของโลโก้ (Logo)

การสื่อสารผ่านโลโก้ (Logo) ประกอบด้วยสารหลายชนิด ซึ่งอาจต้องสื่อออกไปทั้งหมด หรือเลือกสื่อเฉพาะบางเรื่อง หรือสื่อแค่เรื่องเดียวก็ได้ แล้วแต่ความต้องการที่ลูกค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความต้องการอย่างไร โลโก้ (Logo) นั้น ก็ควรสื่อสารให้รู้สึกได้ตามบรีฟนั้นได้ เพื่อผลต่อการสร้างความรู้สึกต่อโลโก้ (Logo) นั้น

10. การสื่อถึงอารมณ์ของโลโก้ (Logo) นั้น

อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นโลโก้ (Logo) นั้น เกิดขึ้นจากหลายองค์ประกอบ การออกแบบโลโก้ (Logo) ประกอบขึ้นจากการเลือกรูปทรง, การใช้สี, การเลือก Font ตามที่ต้องการ และการจัดวาง องค์ประกอบของการออกแบบนี้ ทุกข้อ ล้วนมีผลต่อการสร้างอารมณ์ สร้างความรู้สึกต่อผู้พบเห็นทั้งสิ้น รูปทรงโค้งมน หรือรูปทรงเหลี่ยมแข็ง, Font เรียบๆ ให้ความรู้สึกเข้ากับสมัย ขณะที่ Font แบบมีหัว ให้ความรู้สึกหรูหรา หรือเป็นทางการ แต่ Font แบบตัวเขียน ให้อารมณ์สนุกสนาน ง่ายๆ, การจัดวางแบบซ้ายขวาเท่ากัน ให้ความรู้สึกมั่นคง ขณะที่การวางรูปแบบอื่นๆ ก็อาจสร้างอารมณ์ในแนวทางอื่นๆ ได้อีกหลากหลายอารมณ์

11. เมื่อโลโก้ (Logo) ถูกย่อจนเล็กจิ๋ว จะยังดูออกว่าเป็นโลโก้ (Logo) นั้นๆ อยู่หรือไม่

การนำโลโก้ (Logo) ไปใช้งาน ถูกนำไปใช้หลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกสร้างเป็นโลโก้ (Logo) ขนาดใหญ่บนหลังคาตึกหรือหน้าตึกสำนักงาน หรือบางครั้ง อาจถูกพิมพ์ลงบนนามบัตรขนาด 9 x 5.5 ซม. โลโก้ (Logo) อาจมีขนาดเหลือเพียง 1.5 ซม หรือบางทีอาจเล็กกว่านั้นก็ได้ การออกแบบโลโก้ (Logo) จึงต้องเผื่อไว้ที่เมื่อการมองระยะไกล หรือการวางบนพื้นที่ขนาดเล็ก จะยังคงสามารถมองได้ชัดเจนอยู่หรือไม่

  • ปริ้นสติ๊กเกอร์ใส พิมพ์สติ๊กเกอร์ใส
  • รับพิมพ์สติ๊กเกอร์ใส
    พิมพ์สติ๊กเกอร์โลโก้ใส
  • สติ๊กเกอร์ใส inkjet
  • สติ๊กเกอร์ใสพิมพ์ขาว
  • สติ๊กเกอร์ใสอิงค์เจ็ท
  • สติ๊กเกอร์ใสปริ้นเลเซอร์
  • สั่งพิมพ์สติ๊กเกอร์ใส
  • สั่งปริ้นท์สติ๊กเกอร์ใส
  • พิมพ์หมึกขาวราคาถูก
  1. พิมพ์สติ๊กเกอร์ใสราคาถูก
  2. พิมพ์ฉลากสินค้า
  3. ใสหมึกขาวราคาถูก
  4. พิมพ์สติ๊กเกอร์ใสด่วน
  5. พิมพ์สติ๊กเกอร์ใสหมึกขาว
  6. พิมพ์หมึกขาว
  7. พิมพ์สติ๊กเกอร์ใส
  8. พิมพ์หมึกขาวด่วน
  9. สติ๊กเกอร์โลโก้ใสรับพิมพ์สติ๊กเกอร์ใส
  10. สั่งทำสติ๊กเกอร์ใส